หลักการตัดสิน ความถูกต้อง
โดย hut2211
hut2211
#1
หลักการตัดสิน ความถูกต้อง


บทความโดย...ชายน้อย



บางสิ่ง ถูกใจ...แต่อาจไม่ถูกต้อง
บางสิ่ง ถูกต้อง...แต่อาจไม่ถูกใจ
การตัดสินใจจึงขึ้นอยู่กับว่า...
ผู้ตัดสินใจอยู่ในสถานการณ์เช่นไร ??




ถ้าถือเอาความถูกใจตัดสินปัญหา
...บางสิ่งอาจจะไม่ถูกต้อง ตามหลักเกณฑ์




ถ้าถือเอาความถูกต้อง...
ตามหลักแห่งความเป็นจริง
ก็จะเป็นสิ่งที่จริงแท้...แน่นอน
เป็นสัจธรรมที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง




แต่ถ้าการตัดสินใจ...
โดยยึดหลัก "ความถูกใจของตนเองเป็นสำคัญ"
บางครั้งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้...
เพราะการตัดสินใจนั้น...
ขึ้นอยู่กับอารมณ์และความรู้สึกของตนเอง....
และการคิดการตัดสินใจนั้น ก็ปราศจากเหตุผล




ลองสังเกตดูว่า...
จิตใจและอารมณ์ของผู้ตัดสินใจนั้นเป็นเช่นไร ??




ถ้ามีอารมณ์โกรธ - เกลียด...
การตัดสินใจนั้น...ก็อาจผิดพลาดได้ง่าย...
ถ้ามีจิตใจสงบนิ่ง - เยือกเย็น เป็นธรรม...
การตัดสินใจนั้น...ก็จะมีเหตุผลมากยิ่งขึ้น...




บางคนเลือกที่จะกระทำสิ่งที่ไม่ถูกใจ...
เพราะเห็นว่า...เป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงาม
บางคนเลือกที่จะกระทำสิ่งที่ถูกใจ...
เพราะเห็นว่า...เป็นสิ่งที่ตรงกับใจของตนเอง




การเลือกและตัดสินใจ...
กระทำบางสิ่งบางอย่าง หรือสิ่งใดๆ ก็ตาม...
สิ่งที่ต้องคำนึงถึง...ก็คือ...
ความจริงแท้ แน่นอน
และความถูกต้อง...ดีงาม...
ที่อยู่บนพื้นฐานจิตใจที่ถูกต้อง...มากกว่า..ความถูกใจ...




ดังนั้น..การกระทำสิ่งใดๆ ก็ตาม...
อย่าใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล...




อย่าใช้ความถูกใจอยู่เหนือความดีงาม..ความถูกต้อง...
อย่าด่วนตัดสินใจอะไรง่ายๆ




แต่จงใช้สติปัญญาพิจารณาถึงเหตุผล..
อย่างถ่องแท้และเข้าใจ...




ระหว่าง "ความถูกต้อง" และ "ความถูกใจ" ถูกกั้นด้วยเส้นบาง ๆ
เพียงเท่านั้น แต่ใครจะเลือกทางใด ขึ้นอยู่กับว่า คนๆ นั้น
สามารถดึง "สติ" และงัดเอา "เหตุผล" มาชั่งใจพิจารณาได้มากเพียงใด
หากเรามี "สติ" เอาชนะ "อารมณ์" ที่ไม่มี "เหตุผล" ของตัวเองได้
ในที่สุดเราก็จะพบคำตอบว่า อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด




ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ธรรมะไทย

due
#2
"บางสิ่ง ถูกใจ...แต่อาจไม่ถูกต้อง
บางสิ่ง ถูกต้อง...แต่อาจไม่ถูกใจ"



แล้วสิ่งที่ถูกต้อง ทางโลก กับทางธรรม บางสิ่งก็ไม่เหมือนกัน

คนทุกวันนี้ที่ชีวิตยังวุ่นวายเพราะ
เลือกตัดสินทำสิ่งต่างๆเพราะความถูกใจ
มากกว่าความถูกต้องอ่ะจิ

สาธุกับบทความดีๆ ที่มีให้กันตลอดจ้า
hut2211
#3
มีปริพาชกผู้หนึ่งชื่อว่า ทีฆนขอัคคิเวสนโคตร ผู้เป็นหลานของพระสารีบุตร
ได้เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา..
กล่าววาจาปราศรัยแล้ว..ยืนอยู่ในที่อันสมควรส่วนข้างหนึ่ง..

จึงทูลแสดงความเห็นของตนว่า...

"พระโคดม..ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า..สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่ข้าพเจ้า..ข้าพเจ้าไม่ชอบใจหมด"

พระบรมศาสดาตรัสตอบว่า..

"ดูก่อนอัคคิเวสนะ..ถ้าเป็นเช่นนั้น..ความเห็นอย่างนั้น..ก็ต้องไม่ควรแก่ท่าน...ท่านต้องไม่ชอบใจความเห็นอย่างนั้น"

..ครั้นตรัสดังนี้แล้ว...จึงทรงแสดงทิฐิของสมณพราหมณ์ 3 จำพวกว่า...

สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง..มีทิฐิว่า..สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา...เราชอบใจหมด...

พวกหนึ่ง..มีทิฐิว่า..สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา...เราไม่ชอบใจหมด...

และอีกพวกหนึ่ง..มีทิฐิว่า..บางสิ่งควรแก่เรา..เราชอบใจ..บางสิ่งไม่ควรแก่เรา..เราไม่ชอบใจ..

พระบรมศาสดายังทรงชี้ให้เห็นเป็นโทษ..อุบายเครื่องละทิฐินั้น ๆ...และอุบายเครื่องไม่ถือมั่นต่อไป..

แล้วทรงแสดงพระธรรมเทศนาที่ชื่อว่า..."เวทนาปริคคหสูตร"

(สูตรคือการกำหนดถือเอาเวทนาเป็นอารมณ์)..โดยตรัสว่า..

"ดูก่อนอัคคิเวสนะ....เวทนามีอยู่ 3 ประการคือ..

สุขเวทนา 1

ทุกขเวทนา 1

อทุกขมสุขเวทนา 1

ในคราวใด..บุคคลได้รับสุขเวทนา..คือ..
มีความรู้สึกเป็นสุข..ในคราวนั้นก็ไม่ได้รับเวทนาอีก 2 ประการ...

ในคราวใด..บุคคลได้รับทุกขเวทนา..คือ..มีความรู้สึกเป็นทุกข์...

หรือ อทุกขมสุขเวทนา..คือ..มีความรู้สึกเฉย ๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข..ในคราวนั้น..ก็ไม่ได้รับเวทนาอีก 2 ประการ..

เวทนาทั้ง 3 ประการนี้..ล้วนแต่ไม่เที่ยง..ล้วนแต่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง
..มีแต่ความสิ้นไป..เสื่อมไป..คลายไป..ดับไป..เป็นธรรมดา..

"ดูก่อนอัคคิเวสนะ..เมื่อพระอริยสาวก..ผู้ได้สดับคำสอนของพระอริยะ
เห็นอยู่..เบื่อหน่ายเวทนาทั้ง 3 นี้...

เมื่อเบื่อหน่าย..ก็คลาย..

เมื่อคลาย..ก็หลุดพ้น..

เมื่อหลุดพ้น..ก็รู้ว่า..หลุดพ้นจากกิเลสแล้ว..

รู้ว่าสิ้นความเกิดแล้ว..สำเร็จพรหมจรรย์แล้ว..

ได้กระทำสิ่งที่ควรกระทำเสร็จแล้ว..ไม่มีสิ่งอื่น..
ที่จะต้องกระทำเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกแล้ว...

ผู้มีจิตหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายแล้วอย่างนี้..
ย่อมไม่โต้เถียงกับใคร..

คำใดเขากล่าวกันในโลก..ก็กล่าวตามคำนั้น"..

เมื่อทีฆนขปริพาชกส่งใจไปตามที่พระบรมศาสดาทรงแสดง..
ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมหรือได้เป็น..พระโสดาบัน..

ทิ้งความเห็นเดิมได้เด็ดขาด..
หมดสิ้นความสงสัยในพระพุทธศาสนา..
แล้วกราบทูลแสดงตนเป็นอุบาสก...

ครั้งนั้น..พระสารีบุตรนั่งถวายงานพัดอยู่ใกล้ ๆ ณ เบื้องพระปฤษฏางค์
ของพระบรมศาสดา..ได้ฟังพระธรรมเทศนาที่ตรัสกับทีฆนขอัคคิเวสนะนั้น..

จึงพิจารณาตามพระธรรมเทศนาไป..
จิตก็หลุดพ้นจากอาสวกิเลส..ไม่มีอุปาทาน..
คือหมดความยึดมั่นถือมั่น..ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ..

ฟัง กด http://www.fungdham.com/download/read/wasin/poosalalok/04.mp3
hut2211
#4

อย่าตัดสินความผิดของคนๆ นั้น
เพียงแค่ คำตอบ ของเรา



[INDENT]

 ..





เงินสิบบาท

ถ้ามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร?


ครูคนหนึ่งตั้งคำถามกับเด็กว่า 'ถ้ามีเงินอยู่10 บาท ซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร' เด็กส่วนใหญ่ตอบว่า '7 บาท' แต่มีเด็ก 2คนที่ตอบไม่เหมือนกับคนอื่น

คนหนึ่งตอบว่า '2 บาท'
อีกคนหนึ่งตอบว่า 'ไม่ต้องทอน'


ครูถามเด็กคนแรกว่าทำไมถึงได้เงินทอน2 บาท คำตอบที่ได้ก็คือภาพในใจของเขาสำหรับเงิน10 บาท คือ เหรียญห้า 2 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา3 บาท เขาก็ให้เหรียญห้า 1 เหรียญ ดังนั้น จึงได้เงินทอน 2 บาท


ถามเด็กคนที่สองว่าทำไมไม่เหลือเงินทอนเลย

คำตอบก็คือเด็กคนนี้คิดว่าในกระเป๋ามีเหรียญบาท10 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ส่งเหรียญบาทให้3 เหรียญ เพราะฉะนั้น คนขายจึงไม่ต้องทอนเงินให้เขา


โชคดีที่เป็นการถาม-ตอบในห้องเรียน ลองนึกดูสิครับว่าถ้าโจทย์นี้เป็นข้อสอบที่มีคำตอบเป็น ก-ข-ค-ง เด็ก 2 คนนี้ก็คงไม่ได้คะแนนจากคำตอบที่ผิดเพี้ยนจากคนส่วนใหญ่

การสร้างโจทย์ที่ 'เสมือนจริง' จินตนาการของ'ครู' อาจถูกจำกัดเพียงแค่ 'ตัวเลข' แต่สำหรับเด็ก จินตนาการของเขาไร้กรอบ 10 บาท จึงสามารถเปลี่ยนเป็นเหรียญสิบ เหรียญห้า หรือเหรียญบาท


เมืองไทยมีเหรียญ 2 บาท เราจึงได้คำตอบเพิ่มอีก1 คำตอบ คือ ได้เงินทอน 1 บาท


โลกในห้องเรียนกับโลกของความเป็นจริงนั้นแตกต่างกัน โลกในห้องเรียน ทุกคำถามส่วนใหญ่มีเพียง1 คำตอบ แต่โลกของความเป็นจริง ทุกคำถามอาจมีคำตอบที่ถูกต้องได้เกิน1 คำตอบ



[SIZE=7]



[SIZE=7]'อย่าตัดสินความผิดของคนๆ นั้น เพียงแค่ คำตอบ ของเรา'


[/INDENT]

 ขอขอบคุณที่มากจาก : FW-mail ที่เพื่อนๆส่งมาให้อ่านด้วยค่ะ
http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=25451

Meesook
#5
Originally Posted by hut2211

อย่าตัดสินความผิดของคนๆ นั้น
เพียงแค่ คำตอบ ของเรา



[INDENT] ..



เงินสิบบาท

ถ้ามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร?

ครูคนหนึ่งตั้งคำถามกับเด็กว่า 'ถ้ามีเงินอยู่10 บาท ซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร' เด็กส่วนใหญ่ตอบว่า '7 บาท' แต่มีเด็ก 2คนที่ตอบไม่เหมือนกับคนอื่น
คนหนึ่งตอบว่า '2 บาท'
อีกคนหนึ่งตอบว่า 'ไม่ต้องทอน'

ครูถามเด็กคนแรกว่าทำไมถึงได้เงินทอน2 บาท คำตอบที่ได้ก็คือภาพในใจของเขาสำหรับเงิน10 บาท คือ เหรียญห้า 2 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา3 บาท เขาก็ให้เหรียญห้า 1 เหรียญ ดังนั้น จึงได้เงินทอน 2 บาท

ถามเด็กคนที่สองว่าทำไมไม่เหลือเงินทอนเลย
คำตอบก็คือเด็กคนนี้คิดว่าในกระเป๋ามีเหรียญบาท10 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ส่งเหรียญบาทให้3 เหรียญ เพราะฉะนั้น คนขายจึงไม่ต้องทอนเงินให้เขา

โชคดีที่เป็นการถาม-ตอบในห้องเรียน ลองนึกดูสิครับว่าถ้าโจทย์นี้เป็นข้อสอบที่มีคำตอบเป็น ก-ข-ค-ง เด็ก 2 คนนี้ก็คงไม่ได้คะแนนจากคำตอบที่ผิดเพี้ยนจากคนส่วนใหญ่
การสร้างโจทย์ที่ 'เสมือนจริง' จินตนาการของ'ครู' อาจถูกจำกัดเพียงแค่ 'ตัวเลข' แต่สำหรับเด็ก จินตนาการของเขาไร้กรอบ 10 บาท จึงสามารถเปลี่ยนเป็นเหรียญสิบ เหรียญห้า หรือเหรียญบาท

เมืองไทยมีเหรียญ 2 บาท เราจึงได้คำตอบเพิ่มอีก1 คำตอบ คือ ได้เงินทอน 1 บาท

โลกในห้องเรียนกับโลกของความเป็นจริงนั้นแตกต่างกัน โลกในห้องเรียน ทุกคำถามส่วนใหญ่มีเพียง1 คำตอบ แต่โลกของความเป็นจริง ทุกคำถามอาจมีคำตอบที่ถูกต้องได้เกิน1 คำตอบ


[SIZE=7]



[SIZE=7]'อย่าตัดสินความผิดของคนๆ นั้น เพียงแค่ คำตอบ ของเรา'



[/INDENT] ขอขอบคุณที่มากจาก : FW-mail ที่เพื่อนๆส่งมาให้อ่านด้วยค่ะ

http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=25451





ชอบเรื่องตังค์ทอนจังเลยค่ะ



ไม่ถูก ไม่ได้แปลว่าผิด
ไม่ผิด ไม่ได้แปลว่าถูก



ในโลกนี้ ไม่ได้มีแค่ถูก กับผิด ค่ะ ถ้าคิดได้อย่างนี้กันเยอะๆ ความขัดแย้งก็น่าจะลดลงได้เยอะค่ะ

.

wawe
#6
Originally Posted by Meesook

ชอบเรื่องตังค์ทอนจังเลยค่ะ




ไม่ถูก ไม่ได้แปลว่าผิด
ไม่ผิด ไม่ได้แปลว่าถูก



ในโลกนี้ ไม่ได้มีแค่ถูก กับผิด ค่ะ ถ้าคิดได้อย่างนี้กันเยอะๆ ความขัดแย้งก็น่าจะลดลงได้เยอะค่ะ




.



ชอบด้วยคนค่ะ
cinnabon
#7
แฮะ แฮะ ไม่รู้เป้นไงนะ..ถ้าถูกใจเมื่อไหร่..มันกลายเป็นถูกต้องทู๊กที..เฮ้อ
ดูกระทู้ทั้งหมดในชุมชน จาก  Downtown ดูกระทู้ในหมวด ดูกระทู้ในหมวดย่อย
กระทู้แนะนำจากการคัดเลือกอัตโนมัติ
1
2
3