ขอเปลี่ยนบรรยากาศ...เรื่องตื่นเต็นสักหน่อย..
โดย pepsi5510
pepsi5510
#1


เรื่องจริงย้อนอดีต....

เรื่องมีอยู่ว่า สมัยที่ผมยังบวชเรียนอยู่ ณ.ที่วัดสวนดอก จังหวัดลําปาง ในสมัยนั้นยังไม่เจริญเหมือนสมัยนี้ ซึ่งในสมัยนั้น ส่วนมาก
จะเป็น แนวป่า เขา ผิดกับทุกวันนี้ เจริญมากๆ..มาเริ่มต่อกันดีกว่า .... ตอนอยู่ที่วัดก็รู้สึก เงียบเหงา วังเวง เหมาะแก่การ
ปฎิบัติธรรม มากๆๆ เสียงนกร้อง เสียงลม ช่างสดชื่นเสียนี่กระไร...จริงหรือเปล่าครับท่านผู้อ่าน...แต่ แต่ พอตกกลางคืน..โอ้วว
อย่าบอกใครเชียว ทั้งมืด ทั้งวังเวง แทบไม่มีผู้คนออกมาเดิน เพราะอะไร รู้หรือเปล่า .... ก็เพราะว่า วัดสวนดอก ชื่อเสียงโด่งดัง
มากในเรื่อง ผีดุ.....ถ้าไม่เชื่อรองถามคนที่อยู่ลําปางดู ว่าผีดุ หรือเปล่า....มันก็เป็นของธรรมดาของวัดที่อยู่ถิ่นไม่ค่อยเจริญ ในสมัย
นั้น...พอตกกลางคืน ก็ กุฎิ ใคร กุฎิมัน ไม่มีการออกมานั่งคุยกัน เพราะ อิอิ ไฟฟ้าไม่มี มีแต่ตะเกียงเจ้าพายุ ฮ่าๆๆๆ....เลย อยู่ในห้อง
อย่างเดียว. เหตุการณ์ก็ดูๆก็ปรกติดี แต่พอมีงาน อย่างดีคนก็มาทําบุญ มาเที่ยว และมาถวายผ้า สงบ จีวร ของแห้ง และก็ฟัง
ธรรม พอตกเย็นก็ บ้านใครบ้านมัน ปล่อยทั้งหมดให้เป็นหน้าที่ของพระ และเณร .ไอ้ผมมันก็ไม่รู้ ว่าทางวัดจะมีการให้ ศพคนที่ตาย
ถวายผ้า สงบ จีวร ให้พระ...เพื่อที่จะให้เค้าได้มีโอกาสได้ทําบุญบ้าง ฮ่าๆๆๆๆถึงตอนนี้ ผมคนแรกที่หนุ่มหน่อย เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง
ในการจัด โดยมีพระผู้ใหญ่คอยบอกอีกที.....คือการทําไม้กระดก คําว่าไม้กระดก ก็คือ เมื่อพระเข้าไปถึงหน้าศพ ก็ต้องเหยียบคัน
ไม้กระดก ให้ศพที่มือทั้งสอง ถือผ้าไตร ยกตัวขึ้นมา เหมือนกับคนทั่วๆไปที่ถวายของพระ...คงเข้าใจ นะครับ...คือการทําให้ ศพ ลุก
ขึ้นมาถวาย ผ้าไตร ให้พระ.....จะทําจํานวน 4 ศพ ที่ต้องถวาย. แต่ละศพ พระจะต้องเป็นคนรับผ้าไตร แค่องค์เดียว. คือพูดง่ายๆ
คือเดินเข้าไปใน ที่เก็บศพ แค่องค์เดียว.

ครั้นพอทําไม้กระดกเรียบร้อย ก็คือเสร็จหน้าที่ผม เพราะผมเป็นแค่เณร ...

พอตกดึก หลวงพ่อมาตามผม ....เณรๆๆๆ มาช่วยหน่อย . ผมก็ถามหลวงพ่อ ว่ามีอะไรครับหลวงพ่อ ...ท่านก็บอกว่า วันนี้มีคนมา
นิมนต์พระไปงานสวดศพ เลยไม่มีพระที่จะไปรับผ้าไตรของคนตาย...ผมก็เลยถามหลวงพ่อว่า...อ้าวววแล้วองค์อื่นๆ หละครับ..
ท่านก็บอกไปจําพรรษา ข้างนอกวัด...ก็เลยเหลือ ผมกับหลวงพ่อ ลืมบอกไป พระที่อยู่ที่วัดนั้นมีแค่ 6 รูป แล้วก็เณร อีก 3 รูปรวมผม
ด้วย....ไปงานสวดศพ 4 รูป ไปจําพรรษาที่อื่นอีก 1 รูป ก็เหลือแต่หลวงพ่อ ซึ่งทั้งแก่ เดินแทบจะไม่ค่อยไหว แล้วงานนี้จะทํา
อย่างไร....

หลวงพ่อท่านก็บอก...เณรก็ไปรับแทนก็หละกัน...พอพูดจบ ผมนี้เย็นสันหลังวาปๆๆๆ....ลงไปถึงตาตุ่ม. ***ทําไมถึงต้องเป็นผม**
คิดในใจ......พอได้เวลาที่จะต้องไปรับผ้าไตรจากศพ....ผมก็เดินๆๆๆๆ ทั้งเงียบ วังเวง น่ากลัวพิลึก .ไปที่โกดังเก็บศพ...
เห็ยศพนอนเป็นแถว เรียงกัน แต่ละศพก็ถือผ้าไตรอยู่ในมือ...พอเดินเข้าไป ก็ไปเหยียบคันไม้กระดก เพื่อให้ศพลุกขึ้นมาถวายผ้าไตร..
ขาผมสั่นไปหมด แทบจะเดินไม่ไหว ศพที่2 ศพที่3 พอศพที่4 ผมก็เหยียบเหมือนทุกศพที่ทํามา แต่ แต่ เจ้าศพที่ 4 พอเหยียบ
ขึ้นมาแค่ครึ่งเดียว ก็ลงไปนอนแบบเดิม...ผมทําอยู่ 3-4 เที่ยว ก็ไม่ขึ้น ไอ้ผมก็ดูแล้ว มันไม่ได้ติดอะไร ทําไมมันไม่ขึ้น...
ในใจแค้นก็แค้น กลัวก็กลัว สงสัยผีมันอยากจะหลอกผมมั้ง....คิดในใจ. ผมก็เลยพูดออกไปเสียงดังๆๆ คือพูดง่าย เอาเสียงเป็น
เพื่อนไว้ก่อน.....ว่า ถ้าโยมไม่ขึ้น อาตมาก็จะไม่รับผ้าไตรของโยม นะ.....แล้วก็เหยียบใหม่ เพราะการเหยียบ3-4เที่ยว ไม่ขึ้น ก็
เลยออกแรงเหยียบเต็มที่สําหรับงวดนี้....ผับบบ...ศพนี้กระดกขึ้นมากอดเอวผมเลย...ลองนึกภาพนะครับ มือสองข้างมาอยู่ที่ระหว่าง
เอวผม ส่วนผ้าไตร อยู่ที่หน้าอก....ว๊ากๆๆๆๆ....เท่านั้นหละ โกดังเก็บศพ แทบแตก คือผมแทบพุ่งออกมาเลย...ฮ่าๆๆๆๆ...ศพนี้
เฮี้ยนจริงๆๆ...หลอกได้แม้กระทั่งเณร...

นี่เป็นประสบการณ์จริงๆเลย ...... การรับผ้าไตรจากศพ. *****ทําไมต้องเป็นผม*******คนยิ่งกลัวๆ ผีอยู่ จบครับ.
due
#2
[SIZE="3"]555 ขำก็ขำ เห็นใจก็เห็นใจค่ะ
ท่านได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ผีหรือวิญญาณมีจริงงงงง!
พวกเราก็เร่งปฏิบัติกันเข้านะคะ จะได้ไปสุคติ หรือหลุดพ้นไปเลย:D
สาธุค่ะ ที่มาเล่าเรื่องดีๆให้ทราบกันนะคะ
หนุกมากเลย:D
pepsi5510
#3
Originally Posted by due
555 ขำก็ขำ เห็นใจก็เห็นใจค่ะ
ท่านได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ผีหรือวิญญาณมีจริงงงงง!
พวกเราก็เร่งปฏิบัติกันเข้านะคะ จะได้ไปสุคติ หรือหลุดพ้นไปเลย:D
สาธุค่ะ ที่มาเล่าเรื่องดีๆให้ทราบกันนะคะ
หนุกมากเลย:D



ขอคําปรึกษาคุณ due หน่อยนะครับ...
ทุกวันนี้ผมปฎิบัติ เภาวนากรรมฐาน ทุกวันวันละ 1-2 ชั่วโมงก่อนนอน แต่ทําไมมีแต่ความว่างเปล่าครับ...แบบว่าว่าง เวิ้งว้าง เงียบสงบ

แต่ทําไมเห็นบางคนบอกว่า เห็นนิมิต เห็นพระ เห็นอะไรอีกมากมาย...ทําไมผมไม่เป็นแบบนั้น...

หรือว่าหลักการเภาวนากรรมฐานของผมไม่ถูกกับกองที่ผมเภาวนา...ผมเภาวนา พุทธ โธ ....

ขอคําชี้แนะด้วยครับ...
asiaticia
#4
ว่าแต่บวชเรียนมาแล้วหายกลัวผีหรือยังคะ^^

โบราณเขาว่ายาจกว่าผี ผู้ดีว่าศพ อย่าไปยึดติดเลยค่า คนเราตายแล้วจิตก็จุติในภพต่อไปตามแต่กระแสกรรมที่ทำมาจะส่งไปไหน

เราว่าเรื่องเห็นนิมงนิมิตนี่เป็นสัญญานะ พอจิตมีสมาธิก็เกิดพลัง กระแสสัญญาหรือกระแสความจำก็นำไปสู่ในที่ต่างๆ เห็นสิ่งต่างๆ เราว่าจิตสุดท้ายที่เราปรารถนาคือความว่าง ไม่เกิด ไม่ดับอีกนั่นก็คือนิพพานนั่นแหละ แต่ยากมากเราจิตงี้หยาบกระด้าง อะไรมากระทบก็ไปเลย รู้แต่ตำราปฏิบัติไม่คืบ...-_-"

ปล.เห็นพระอาจารย์ทั้งหลายแนะนำให้นั่งวิปัสนากรรมฐานจะดีกว่ากระมังคะ เป็นการสำรวจและให้รู้ให้เห็นจิตตัวเอง โอกาสออกทะเลไปแนวพวกอวดอุตริจะได้น้อยลง เรารู้แค่นี้แหละ:D
pepsi5510
#5
 asiaticia
Trusted Member
Master Brandname
asiaticia's Bank Account
asiaticia's Bank Account








ขอบคุณมากๆครับ

ที่แวะมาให้คําแนะนําดีๆ

:):):)
anjay21
#6
การวิปัสนากรรมฐานนั้นมีนัยอยู่นะคะ
การกำหนดจิตด้วยการกำหนดลมหายใจโดยจดจ่อกับลมที่เข้าออกตรงปลายรูจมูก หรือการเคลือนไหวเข้าออกของช่องท้องตรงบริเวณสะดือ
เป็นการฝึกให้เรามีสติอยู่กับปัจจุบันตลอดเวลาค่ะ และการมีสติจะทำให้เรารู้ทันกรรมของเรา
กรรมในที่นี้ก็คือการกระทำ มโนกรรม กายกรรม และวจีกรรม
และเมื่อเรารู้ทันกรรมแล้วเราก็จะสามารถระงับกรรมได้ค่ะ งงมั้ยคะ..

ตัวอย่างเช่น
ขับรถอยู่ดีๆมีคนขับปาดหน้า คนธรรมดาคงด่าป้ามันในใจ อาจจะบีบแตรใส่ หรือขับปาดหน้ามันอีกสักทีใช่ไหมคะ ทำกรรมสำเร็จครบ 3กรรมเลย
แต่คนที่ฝึกกรรมฐานมาดีๆ เวลามีคนปาดหน้า เค้าก็จะรู้ทันเห็นการณ์และคิด(ภาวนา)เพียงว่า ปาดหน้าหนอ โกรธหนอ คือเป็นการกำหนดจิตให้ตรงกับภาวะปัจจุบัน(บอกให้ตัวเองรู้เท่านั้นว่าเกิดอะไรขึ้น)และไม่ทำให้จิตไหวไปตามเหตุการณ์ เพราะฉะนั้นคิดง่ายๆ ถ้าคุณภาวนะ ปาดหน้าหนอ โกรธหนอ คุณก็แค่บอกตัวเองให้รู้ถึงความเป็นจริงว่าเกิดเหตุการณ์ขึ้นและเกิดอารมณ์โกรธในใจคุณ ในขณะที่คุณภาวนะนั้นเองจิตคุณจดจ่อก็อยู่กับปัจจุบัน ไม่เหลือจิตให้หวั่นไหวให้อารมณ์โกรธเข้ามาครอบงำและทำกรรมได้นั่นเป็นการระงับกรรมค่ะ

ส่วนเรื่องนิมิตนั้นมีหลายขั้นค่ะ ถ้าวิปัสนาไปเรื่อยๆนิมิตก็จะเปลี่ยนไปตามขั้นกรรมฐานที่สูงขึ้น เช่น รูสึกคันตามเนื้อตัว รู้สึกร้อนหนาว เห็นแสง เห็นสีต่างๆ เห็นภาพเงา จนไปถึงขั้นสูงๆที่สามารถเห็นเหตุการณ์ เห็นอดีต อนาคต

ไม่รู้เขียนมากไปหรือเปล่านะคะ ตอบเท่าที่รู้ค่ะ^^ ลองไปฝึกวิปัสนาที่ถูกต้องดูนะคะ ดีมากๆจริงๆ^^ ที่ลำปางก็มีค่ะ ที่วัดทุ่งบ่อแป้นจ้ะ(เห็นว่าเคยบวชที่ลำปาง..เป็นคนลำปางหรือเปล่าคะ)
noinoi5
#7
เคยลองฝึกนั่งสมาธิ...วันละ 5 นาที กำหนดจิต ธรรมดา
เข้า - ออก พุทธโท..แค่นี้ก็รู้สึกดี....
แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำมาเป็นปีแล้ว...จากที่เคยสวดทุกวันติดต่อกันมา 2-3 ปี
เนื่องจาก ไม่มีสมาธิ เพราะไม่ได้นอนคนเดียวแล้ว..
....................................................................
แต่อยากจะบอกว่า..เวลาสวดมนต์ ชุดใหญ่และต่อด้วยคาถาชินบัญชร...
รู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียวในห้อง....เหมือนมีใครมาอยู่ด้วยเยอะมาก
แต่พอหันหลังไปดูก็ไม่เห็นมีใคร...มีแต่เราคนเดียว..(แอบกลัว)...
เพราะเวลาสวด..จะพูดเสียงดัง...ไม่สวดในใจ...แผ่เมตตาก็เสียงดัง..
...........เพื่อนๆๆรู้สึกแบบนี้บ้างไหมคะ.....................
due
#8
Originally Posted by pepsi5510
ขอคําปรึกษาคุณ due หน่อยนะครับ...
ทุกวันนี้ผมปฎิบัติ เภาวนากรรมฐาน ทุกวันวันละ 1-2 ชั่วโมงก่อนนอน แต่ทําไมมีแต่ความว่างเปล่าครับ...แบบว่าว่าง เวิ้งว้าง เงียบสงบ

แต่ทําไมเห็นบางคนบอกว่า เห็นนิมิต เห็นพระ เห็นอะไรอีกมากมาย...ทําไมผมไม่เป็นแบบนั้น...

หรือว่าหลักการเภาวนากรรมฐานของผมไม่ถูกกับกองที่ผมเภาวนา...ผมเภาวนา พุทธ โธ ....

ขอคําชี้แนะด้วยครับ...




ขออนุโมทนากับคุณpepsi5510
ที่ได้ปฏิบัติอยู่ทุกวันเป็นประจำนะคะ สาธุค่ะ
ดิวอยากให้คุณpepsi5510
ได้พบพระอาจารย์ที่เก่งทางด้านปฏิบัติโดยตรงดีกว่าค่ะ
เพราะจะต้องมีการสอบอารมณ์กับท่านด้วย
มีข้อสงสัยอะไรก็จะได้ถามท่านได้เลย
แบบนั้นรับรองคุณpepsi5510จะก้าวหน้าได้เร็วมากๆเลย
เดี๋ยวPMไปคุยรายละเอียดนะคะ:)
pepsi5510
#9
Originally Posted by anjay21
การวิปัสนากรรมฐานนั้นมีนัยอยู่นะคะ
การกำหนดจิตด้วยการกำหนดลมหายใจโดยจดจ่อกับลมที่เข้าออกตรงปลายรูจมูก หรือการเคลือนไหวเข้าออกของช่องท้องตรงบริเวณสะดือ
เป็นการฝึกให้เรามีสติอยู่กับปัจจุบันตลอดเวลาค่ะ และการมีสติจะทำให้เรารู้ทันกรรมของเรา
กรรมในที่นี้ก็คือการกระทำ มโนกรรม กายกรรม และวจีกรรม
และเมื่อเรารู้ทันกรรมแล้วเราก็จะสามารถระงับกรรมได้ค่ะ งงมั้ยคะ..

ตัวอย่างเช่น
ขับรถอยู่ดีๆมีคนขับปาดหน้า คนธรรมดาคงด่าป้ามันในใจ อาจจะบีบแตรใส่ หรือขับปาดหน้ามันอีกสักทีใช่ไหมคะ ทำกรรมสำเร็จครบ 3กรรมเลย
แต่คนที่ฝึกกรรมฐานมาดีๆ เวลามีคนปาดหน้า เค้าก็จะรู้ทันเห็นการณ์และคิด(ภาวนา)เพียงว่า ปาดหน้าหนอ โกรธหนอ คือเป็นการกำหนดจิตให้ตรงกับภาวะปัจจุบัน(บอกให้ตัวเองรู้เท่านั้นว่าเกิดอะไรขึ้น)และไม่ทำให้จิตไหวไปตามเหตุการณ์ เพราะฉะนั้นคิดง่ายๆ ถ้าคุณภาวนะ ปาดหน้าหนอ โกรธหนอ คุณก็แค่บอกตัวเองให้รู้ถึงความเป็นจริงว่าเกิดเหตุการณ์ขึ้นและเกิดอารมณ์โกรธในใจคุณ ในขณะที่คุณภาวนะนั้นเองจิตคุณจดจ่อก็อยู่กับปัจจุบัน ไม่เหลือจิตให้หวั่นไหวให้อารมณ์โกรธเข้ามาครอบงำและทำกรรมได้นั่นเป็นการระงับกรรมค่ะ

ส่วนเรื่องนิมิตนั้นมีหลายขั้นค่ะ ถ้าวิปัสนาไปเรื่อยๆนิมิตก็จะเปลี่ยนไปตามขั้นกรรมฐานที่สูงขึ้น เช่น รูสึกคันตามเนื้อตัว รู้สึกร้อนหนาว เห็นแสง เห็นสีต่างๆ เห็นภาพเงา จนไปถึงขั้นสูงๆที่สามารถเห็นเหตุการณ์ เห็นอดีต อนาคต

ไม่รู้เขียนมากไปหรือเปล่านะคะ ตอบเท่าที่รู้ค่ะ^^ ลองไปฝึกวิปัสนาที่ถูกต้องดูนะคะ ดีมากๆจริงๆ^^ ที่ลำปางก็มีค่ะ ที่วัดทุ่งบ่อแป้นจ้ะ(เห็นว่าเคยบวชที่ลำปาง..เป็นคนลำปางหรือเปล่าคะ)



ผมเป็นคนกรุงเทพๆครับ...แต่ตอนบวชเณร ผมขอไปบวชที่ไกลๆ สงบๆ ก็เลยได้บวชที่วัดสวนดอกครับ...

และขอขอบคุณที่พี่ให้คําแนะนําและความรู้เพิ่มครับ...
พี่เขียนได้ขนาดนี้ สงสัย พี่ก็นั่งวิปัสนากรรมฐาน ด้วยใช่หรือเปล่าครับ....และยังมีอีกหลายๆอย่างที่แปลกๆ แต่ไม่กล้าเล่า กลัวเพื่อนๆจะหาว่าผม บ้า หรืออาจจะเพ้อเจ้อ...


:)
due
#10
Originally Posted by asiaticia
ว่าแต่บวชเรียนมาแล้วหายกลัวผีหรือยังคะ^^

โบราณเขาว่ายาจกว่าผี ผู้ดีว่าศพ อย่าไปยึดติดเลยค่า คนเราตายแล้วจิตก็จุติในภพต่อไปตามแต่กระแสกรรมที่ทำมาจะส่งไปไหน

เราว่าเรื่องเห็นนิมงนิมิตนี่เป็นสัญญานะ พอจิตมีสมาธิก็เกิดพลัง กระแสสัญญาหรือกระแสความจำก็นำไปสู่ในที่ต่างๆ เห็นสิ่งต่างๆ เราว่าจิตสุดท้ายที่เราปรารถนาคือความว่าง ไม่เกิด ไม่ดับอีกนั่นก็คือนิพพานนั่นแหละ แต่ยากมากเราจิตงี้หยาบกระด้าง อะไรมากระทบก็ไปเลย รู้แต่ตำราปฏิบัติไม่คืบ...-_-"

ปล.เห็นพระอาจารย์ทั้งหลายแนะนำให้นั่งวิปัสนากรรมฐานจะดีกว่ากระมังคะ เป็นการสำรวจและให้รู้ให้เห็นจิตตัวเอง โอกาสออกทะเลไปแนวพวกอวดอุตริจะได้น้อยลง เรารู้แค่นี้แหละ:D



โห! น้องเจต นับถือ นับถือ
พี่ดิวภูมิใจในตัวน้องเจตมากค่ะ อายุแค่นี้(แค่ไหนหว่า:Dรู้แต่ว่าน้อยกว่าพี่แหละ)
รู้ธรรมะได้มากมายขนาดนี้ พี่ดิวขอแสดงความนับถือค่ะ
อ้อ! แต่ขออีกอย่างคือ ระวังมิจฉานะ อันนี้ตัวพี่ก็กลัวมากๆเหมือนกัน
พอรู้อะไรแล้วไปยึดมัน ว่ามันต้องเป็นแบบนั้น อย่างน้ัน ทีนี้ก็ติดอยู่ตรงนั้น
จะรับอะไรใหม่ๆ หรือที่แตกต่างก็จะยาก
สาธุค่
pepsi5510
#11
Originally Posted by due
ขออนุโมทนากับคุณpepsi5510
ที่ได้ปฏิบัติอยู่ทุกวันเป็นประจำนะคะ สาธุค่ะ
ดิวอยากให้คุณpepsi5510
ได้พบพระอาจารย์ที่เก่งทางด้านปฏิบัติโดยตรงดีกว่าค่ะ
เพราะจะต้องมีการสอบอารมณ์กับท่านด้วย
มีข้อสงสัยอะไรก็จะได้ถามท่านได้เลย
แบบนั้นรับรองคุณpepsi5510จะก้าวหน้าได้เร็วมากๆเลย
เดี๋ยวPMไปคุยรายละเอียดนะคะ:)



เคยครับ..เคยมีอาจารย์ หลวงพ่อฤาษีลิงดํา แต่หลังจากท่านเสียไป ก็ ไม่ได้ปฎิบัติบ่อยนักครับ.และตอนนี้ก็มั่วไปหมดแล้วครับ...บางทีก็ขอหลวงปู่โต พรหมรังษี มาเป็นอาจารย์ บางทีก็หลวงปู่ทวด ตอนนี้ก็ออกมั่ว มั่วครับพี่ due
due
#12
Originally Posted by anjay21
การวิปัสนากรรมฐานนั้นมีนัยอยู่นะคะ
การกำหนดจิตด้วยการกำหนดลมหายใจโดยจดจ่อกับลมที่เข้าออกตรงปลายรูจมูก หรือการเคลือนไหวเข้าออกของช่องท้องตรงบริเวณสะดือ
เป็นการฝึกให้เรามีสติอยู่กับปัจจุบันตลอดเวลาค่ะ และการมีสติจะทำให้เรารู้ทันกรรมของเรา
กรรมในที่นี้ก็คือการกระทำ มโนกรรม กายกรรม และวจีกรรม
และเมื่อเรารู้ทันกรรมแล้วเราก็จะสามารถระงับกรรมได้ค่ะ งงมั้ยคะ..

ตัวอย่างเช่น
ขับรถอยู่ดีๆมีคนขับปาดหน้า คนธรรมดาคงด่าป้ามันในใจ อาจจะบีบแตรใส่ หรือขับปาดหน้ามันอีกสักทีใช่ไหมคะ ทำกรรมสำเร็จครบ 3กรรมเลย
แต่คนที่ฝึกกรรมฐานมาดีๆ เวลามีคนปาดหน้า เค้าก็จะรู้ทันเห็นการณ์และคิด(ภาวนา)เพียงว่า ปาดหน้าหนอ โกรธหนอ คือเป็นการกำหนดจิตให้ตรงกับภาวะปัจจุบัน(บอกให้ตัวเองรู้เท่านั้นว่าเกิดอะไรขึ้น)และไม่ทำให้จิตไหวไปตามเหตุการณ์ เพราะฉะนั้นคิดง่ายๆ ถ้าคุณภาวนะ ปาดหน้าหนอ โกรธหนอ คุณก็แค่บอกตัวเองให้รู้ถึงความเป็นจริงว่าเกิดเหตุการณ์ขึ้นและเกิดอารมณ์โกรธในใจคุณ ในขณะที่คุณภาวนะนั้นเองจิตคุณจดจ่อก็อยู่กับปัจจุบัน ไม่เหลือจิตให้หวั่นไหวให้อารมณ์โกรธเข้ามาครอบงำและทำกรรมได้นั่นเป็นการระงับกรรมค่ะ

ส่วนเรื่องนิมิตนั้นมีหลายขั้นค่ะ ถ้าวิปัสนาไปเรื่อยๆนิมิตก็จะเปลี่ยนไปตามขั้นกรรมฐานที่สูงขึ้น เช่น รูสึกคันตามเนื้อตัว รู้สึกร้อนหนาว เห็นแสง เห็นสีต่างๆ เห็นภาพเงา จนไปถึงขั้นสูงๆที่สามารถเห็นเหตุการณ์ เห็นอดีต อนาคต

ไม่รู้เขียนมากไปหรือเปล่านะคะ ตอบเท่าที่รู้ค่ะ^^ ลองไปฝึกวิปัสนาที่ถูกต้องดูนะคะ ดีมากๆจริงๆ^^ ที่ลำปางก็มีค่ะ ที่วัดทุ่งบ่อแป้นจ้ะ(เห็นว่าเคยบวชที่ลำปาง..เป็นคนลำปางหรือเปล่าคะ)


อนุโมทนาสาธุด้วยค่ะคุณanjay21
(มาแย่งคุณpepsi5510รับบุญก่อน555:D)
ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปนะคะ
ถ้าได้"เห็นหนอ" เมื่อไหร่บอกดิวด้วยน๊า
จะให้มาดูให้เราบ้างว่าชาติที่แล้วเกิดเป็นอะไร:D
เพราะสำหรับตัวเองไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ซักที
Jannilicious
#13
Originally Posted by anjay21
การวิปัสนากรรมฐานนั้นมีนัยอยู่นะคะ
การกำหนดจิตด้วยการกำหนดลมหายใจโดยจดจ่อกับลมที่เข้าออกตรงปลายรูจมูก หรือการเคลือนไหวเข้าออกของช่องท้องตรงบริเวณสะดือ
เป็นการฝึกให้เรามีสติอยู่กับปัจจุบันตลอดเวลาค่ะ และการมีสติจะทำให้เรารู้ทันกรรมของเรา
กรรมในที่นี้ก็คือการกระทำ มโนกรรม กายกรรม และวจีกรรม
และเมื่อเรารู้ทันกรรมแล้วเราก็จะสามารถระงับกรรมได้ค่ะ งงมั้ยคะ..

ตัวอย่างเช่น
ขับรถอยู่ดีๆมีคนขับปาดหน้า คนธรรมดาคงด่าป้ามันในใจ อาจจะบีบแตรใส่ หรือขับปาดหน้ามันอีกสักทีใช่ไหมคะ ทำกรรมสำเร็จครบ 3กรรมเลย
แต่คนที่ฝึกกรรมฐานมาดีๆ เวลามีคนปาดหน้า เค้าก็จะรู้ทันเห็นการณ์และคิด(ภาวนา)เพียงว่า ปาดหน้าหนอ โกรธหนอ คือเป็นการกำหนดจิตให้ตรงกับภาวะปัจจุบัน(บอกให้ตัวเองรู้เท่านั้นว่าเกิดอะไรขึ้น)และไม่ทำให้จิตไหวไปตามเหตุการณ์ เพราะฉะนั้นคิดง่ายๆ ถ้าคุณภาวนะ ปาดหน้าหนอ โกรธหนอ คุณก็แค่บอกตัวเองให้รู้ถึงความเป็นจริงว่าเกิดเหตุการณ์ขึ้นและเกิดอารมณ์โกรธในใจคุณ ในขณะที่คุณภาวนะนั้นเองจิตคุณจดจ่อก็อยู่กับปัจจุบัน ไม่เหลือจิตให้หวั่นไหวให้อารมณ์โกรธเข้ามาครอบงำและทำกรรมได้นั่นเป็นการระงับกรรมค่ะ

ส่วนเรื่องนิมิตนั้นมีหลายขั้นค่ะ ถ้าวิปัสนาไปเรื่อยๆนิมิตก็จะเปลี่ยนไปตามขั้นกรรมฐานที่สูงขึ้น เช่น รูสึกคันตามเนื้อตัว รู้สึกร้อนหนาว เห็นแสง เห็นสีต่างๆ เห็นภาพเงา จนไปถึงขั้นสูงๆที่สามารถเห็นเหตุการณ์ เห็นอดีต อนาคต

ไม่รู้เขียนมากไปหรือเปล่านะคะ ตอบเท่าที่รู้ค่ะ^^ ลองไปฝึกวิปัสนาที่ถูกต้องดูนะคะ ดีมากๆจริงๆ^^ ที่ลำปางก็มีค่ะ ที่วัดทุ่งบ่อแป้นจ้ะ(เห็นว่าเคยบวชที่ลำปาง..เป็นคนลำปางหรือเปล่าคะ)



อันนี้เห็นด้วยจังเลยค่ะ

แจนเองก็ปฏิบัติิ วิปัสสนากรรมฐานแบบนี้เหมือนกัน กำหนดจิต ทำสมาธิ กำหนดลมหายใจ เข้าออก มีสติตลอดเวลา
ปฏิบัติแรก ๆ กว่าจะผ่านขั้นทดสอบมาได้ ก็มีวอกแวกเหมือนกันค่ะ เหมือนมีมดร้อย ๆ ตัว มาไต่เป็นสาย ๆ ขึ้นลงอยู่ตามตัว แบบคันมาก ๆ อยากเกา คือไปนั่งสมาธิบนหญ้าในสวน ย่อมมีมด มีแมลงเป็นธรรมดา แต่เปล่าเลยค่ะ แรก ๆ หลุดสมาธิลืมตามาดู ไม่เห็นมีอะไรเลย คือเหมือนเป็นบททดสอบมากกว่า

แล้วต่อมาก็รู้สึก วูบวาบ เป็นดวง ๆ แผ่กระจายตามร่างกาย
อาจารย์บอกว่า มาถูกทางแล้ว ก็ฝึกไปเรื่อย ๆ ค่ะ แต่ยังต้องฝึกปฏิบัติอีกเยอะ

นั่งสมาธิเสร็จรู้สึกสดชื่น มีพลังดีจังเลย สมองมันโล่ง โปร่ง ทำให้ เรามีสติ และใจเย็นขึ้น แต่วิถีชีวิตคนเราก็ไม่วายมีเรื่องให้ต้องทำ ต้องคิดอีกเยอะ บางครั้งมีหลุดบ้าง ก็พยายามทำให้ได้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ค่ะ

แจนไปปฏิบัติที่วัดธรรมหรรษา จันทบุรี ค่ะ กับอาจารย์ ประทีป ไม่ทราบมีใครเคยไปมั้ยค่ะ
พักนี้ไม่่ค่อยได้ไปเลย อยากหาโอกาสไปอีกจัง

ขออนุโมทนากับ เจ้าของกระทู้ และทุกคนในที่นี้ด้วยค๊า
ting_ja
#14
น่ากลัวจริงๆ

พอเอามาเล่าทีหลัง ก็ดูขำน่ะค่ะ แต่เวลานั้น คง อยากปรี๊ด แตกน่าดู
aey-ka
#15
Originally Posted by anjay21
การวิปัสนากรรมฐานนั้นมีนัยอยู่นะคะ
การกำหนดจิตด้วยการกำหนดลมหายใจโดยจดจ่อกับลมที่เข้าออกตรงปลายรูจมูก หรือการเคลือนไหวเข้าออกของช่องท้องตรงบริเวณสะดือ
เป็นการฝึกให้เรามีสติอยู่กับปัจจุบันตลอดเวลาค่ะ และการมีสติจะทำให้เรารู้ทันกรรมของเรา
กรรมในที่นี้ก็คือการกระทำ มโนกรรม กายกรรม และวจีกรรม
และเมื่อเรารู้ทันกรรมแล้วเราก็จะสามารถระงับกรรมได้ค่ะ งงมั้ยคะ..

ตัวอย่างเช่น
ขับรถอยู่ดีๆมีคนขับปาดหน้า คนธรรมดาคงด่าป้ามันในใจ อาจจะบีบแตรใส่ หรือขับปาดหน้ามันอีกสักทีใช่ไหมคะ ทำกรรมสำเร็จครบ 3กรรมเลย
แต่คนที่ฝึกกรรมฐานมาดีๆ เวลามีคนปาดหน้า เค้าก็จะรู้ทันเห็นการณ์และคิด(ภาวนา)เพียงว่า ปาดหน้าหนอ โกรธหนอ คือเป็นการกำหนดจิตให้ตรงกับภาวะปัจจุบัน(บอกให้ตัวเองรู้เท่านั้นว่าเกิดอะไรขึ้น)และไม่ทำให้จิตไหวไปตามเหตุการณ์ เพราะฉะนั้นคิดง่ายๆ ถ้าคุณภาวนะ ปาดหน้าหนอ โกรธหนอ คุณก็แค่บอกตัวเองให้รู้ถึงความเป็นจริงว่าเกิดเหตุการณ์ขึ้นและเกิดอารมณ์โกรธในใจคุณ ในขณะที่คุณภาวนะนั้นเองจิตคุณจดจ่อก็อยู่กับปัจจุบัน ไม่เหลือจิตให้หวั่นไหวให้อารมณ์โกรธเข้ามาครอบงำและทำกรรมได้นั่นเป็นการระงับกรรมค่ะ

ส่วนเรื่องนิมิตนั้นมีหลายขั้นค่ะ ถ้าวิปัสนาไปเรื่อยๆนิมิตก็จะเปลี่ยนไปตามขั้นกรรมฐานที่สูงขึ้น เช่น รูสึกคันตามเนื้อตัว รู้สึกร้อนหนาว เห็นแสง เห็นสีต่างๆ เห็นภาพเงา จนไปถึงขั้นสูงๆที่สามารถเห็นเหตุการณ์ เห็นอดีต อนาคต

ไม่รู้เขียนมากไปหรือเปล่านะคะ ตอบเท่าที่รู้ค่ะ^^ ลองไปฝึกวิปัสนาที่ถูกต้องดูนะคะ ดีมากๆจริงๆ^^ ที่ลำปางก็มีค่ะ ที่วัดทุ่งบ่อแป้นจ้ะ(เห็นว่าเคยบวชที่ลำปาง..เป็นคนลำปางหรือเปล่าคะ)



เคยไปของคุณแม่สิริ คะ เพื่อนกับน้องลากไป เค้าสอนให้ ยุบหนอ พองหนอ รู้เท่าทันปัจจุบัน ถ้าเผลอก็ เผลอหนอ คิดหนอ อะไรประมาณนี้

เเต่เรื่อญาณหรือนิมิต ไม่รู้คะ รู้แต่วันหลังๆตอนเดินจงกลมเสร็จก็นั่งสมาธิ ตอนนั่งไปได้สักพักคันมากๆ คันตามตัวนึกว่ายุงกัดแต่ก็ไม่ใช่ นั่งแทบไม่ได้เหมือนกับวันแรกๆที่ไม่รู้สึกว่ามีอะไร สัปะหงกอย่างเดียว แถมฝันอีกต่างหาก ^_^
ดูกระทู้ทั้งหมดในชุมชน จาก  Downtown ดูกระทู้ในหมวด ดูกระทู้ในหมวดย่อย
กระทู้แนะนำจากการคัดเลือกอัตโนมัติ
1
2
3