ประตูบ้านที่ไม่เคยล๊อก.......จากพระวิทยากร
เรื่องนี้เป็นเรื่องของหญิงสาววัยรุ่นที่ทะเลาะกับแม่ อย่างรุนแรง
ทำให้เธอตัดสินใจหนีออกจากบ้าน เป็นการตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
แต่ก็มากล้นด้วยทิฐิ ความหิวทำให้เธอ ตัดสินใจใช้ชีวิตด้วยการเป็นโสเภณี
ขายตัว และนอนตามข้างถนน ยึดอาชีพนี้เรื่อยมา
จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากปีเป็นหลาย ๆ ปี
จากเด็กหญิงกลายเป็นหญิงสาว แล้ววัยของเธอก็ร่วงโรยลงไปตามกาลเวลา
เช่นกับแม่ที่เมื่อพ่อตายไปด้วยโรคชรา แม่ซึ่งอยู่ในวัยชรามาก
แม่ตัดสินใจออกเดินทางตามหาลูกสาว
รู้ข่าวว่าลูกสาวอยู่ที่ไหนแม่ก็ตามไปถึงที่นั่น แต่ก็คลาดกันทุกครั้ง
จนแม่เริ่มท้อ แม่จึงเดินเข้าไปในศูนย์ช่วยเหลือเร่งด่วนเพื่อขอความช่วยเหลือ
แม่บอกกับเจ้าหน้าที่ว่า ขอฉันขอติดประกาศตามหาคนได้หรือไม่
เจ้าหน้าที่อนุญาต แม่จึงใช้รูปของเธอซึ่งถึงวันนี้แก่มากแล้วติดประกาศ
พร้อมเขียนใต้รูปว่า กลับบ้านเถอะลูก แม่ให้อภัยแล้ว
หลังหญิงชราพ้นไป ลูกสาวก็เข้ามาในศูนย์นั้น
ทั้งสองคนคลาดกันด้วยเส้นยาแดง หญิงสาวเห็นรูปที่ติดประกาศ
จึงเดินเข้าไปดูด้วยความรู้สึกคุ้นเคย และยิ่งเธอเพ่งพิศดูรูปนั้นทำให้เธอมั่นใจว่า
นั่นคือ " แม่ " หญิงสาวจึงนึกขึ้นได้ว่า ความเลวร้ายทุกสิ่งทุกอย่างแม่ให้อภัยหมดแล้ว
เธอต่างหากที่ถือทิฐิอยู่ คิดเช่นนั้นเธอจึงตัดสินใจกลับบ้าน
เมื่อมาถึงบ้านก็เป็นเวลาดึกมากแล้ว ความลังเลก็เกิดขึ้น
ว่าจะเคาะประตูดีหรือไม่ ป่านนี้แม่คงนอนหลับแล้ว
แต่ที่สุดเธอก็ตัดสินใจเคาะประตู ปรากฎว่าประตูนั้นไม่ได้ล็อค
มันค่อย ๆ แง้มเปิดออก ถึงตอนนั้น หญิงสาวรีบวิ่งขึ้นไปที่ห้องนอนแม่
เพราะเกรงว่าดึกดื่นบ้านไม่ได้ล็อค แม่จะเป็นอันตรายจากโจรผู้ร้ายหรือเปล่า
แต่เมื่อเข้าไปถึงก็ปรากฎว่าแม่ยังหลับสบายดี
ความสงสัยของเธอได้รับคำตอบว่า ตั้งแต่วันที่ลูกออกจากบ้านไป
ประตูบ้านก็ไม่เคยปิดล็อคเลย ทำนบน้ำตาของเธอที่กั้นไว้นาน ก็ถึงกาลร่วงพลู
------------------คู่มือพระวิทยากร
ขอบคุณบทความจากธรรมะเดลิเวอร์รี่
เต็มหรือยัง?
ชายหนุ่มคนหนึ่งได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่ในสำนักบนเขาเป็นเวลาหลายปี เช้าวันหนึ่ง เขาได้เข้าไปหาอาจารย์ในห้องแล้วกล่าวว่า "อาจารย์ครับ ผมมาศึกษาอยู่ที่นี่ก็นานแล้ว วิชาต่างๆ ผมก็ได้เรียนรู้จนครบถ้วนหมดแล้ว ผมคิดว่าผมน่าจะสามารถลงเขาไปได้แล้วกระมังครับ" "อะไรที่เจ้าเรียกว่าครบถ้วนหมดแล้ว?" อาจารย์ถาม "ก็คือเต็มแล้ว ใส่อะไรไม่ลงอีกแล้วครับ" "ถ้าเช่นนั้น ช่วยเอาชามใบนี้ไปใส่ก้อนหินมาให้อาจารย์สักชามสิ" ลูกศิษย์ทำตามที่อาจารย์สั่ง "เต็มแล้วหรือยัง?" อาจารย์ถาม "เต็มแล้วครับ" อาจารย์หยิบทราบขึ้นมาหนึ่งกำใส่ลงไปในชาม แต่ทรายไม่ล้นออกมา "เต็มหรือยัง?" อาจารย์ถามต่อ"เต็มแล้วครับ" อาจารย์จึงได้หยิบขี้เถ้าขึ้นมาอีกหนึ่งกำ แล้วโรยใส่ลงไปในชาม แต่ขี้เถ้าก็ยังไม่ล้นออกมา"เต็มหรือยัง?" อาจารย์ถามอีก"เต็มแล้วครับ" คราวนี้อาจารย์เทน้ำลงไปชามอีกหนึ่งถ้วย แต่น้ำก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะล้นออกมา"เต็มหรือยัง?""................." ขวดที่ใส่น้ำจนเต็มไม่อาจเขย่าให้มีเสียงได้ฉันใดผู้ที่ทะนงในความรู้ของตนว่ามีเพียงพอแล้วก็ไม่อาจใช้ความรู้ที่มีอยู่ให้บังเกิดคุณประโยชน์สูงสุดได้ฉันนั้น ขอบคุณบทความจากทำดีดอทเน็ต(จั่นเจา)
อุปสรรคที่บดบังสายตา...
"เพราะมัวแต่จับจ้องความผิดเล็กน้อยของคนอื่นอย่างมีอคติ จึงทำให้มองไม่เห็นสิ่งผิดปกติในชีวิตของตัวเองที่ควรจะต้องแก้ไขโดยด่วน..." สาเหตุซึ่งเป็นตัวถ่วงความเจริญก้าวหน้าให้กับชีวิตของตัวเอง คือการใช้เวลาที่มีหมดไปกับการนั่งจับผิดสิ่งรอบ ๆ ตัว รวมถึงบุคคลอื่น ๆ ด้วยจิตใจที่ชิงชัง ลำเอียง และมีอคติที่ไม่ถูกต้องนัก หากแต่ความจริง ความผิดไม่ได้เกิดมาจากการนั่งจับผิด แต่เกิดขึ้นจากการมองด้วยจิตใจที่มีอคติ... ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีใจอคติกับใครสักคนหนึ่งแล้วละก็... ความดีมากมายที่เขามีก็หายไปจนหมดไม่มีเหลือ คงเหลือแต่ความไม่ดีเพียงเล็กน้อย... ที่จะนำมาขยายจนกลายเป็นสิ่งไม่ดีที่เลวร้ายขนาดใหญ่ และที่แย่ไปกว่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้เรามองข้ามสิ่งที่ควรต้องแก้ไข ซึ่งอยู่ภายในตัวของเรานั่นเอง ซึ่งนั่นถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะมองข้ามเลยไป... จิตใจลำเอียง คือ...จิตใจที่มีน้ำหนักไม่เท่ากัน ชอบเข้าข้างตนเอง และคิดว่าตนทำถูก...ทั้ง ๆ ที่ตนทำผิด... จิตใจที่มีอคติ คือ...จิตใจที่มองไม่เห็นความดีมากมายของคนอื่น แต่กลับสังเกตเห็นสิ่งไม่ดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ของคนอื่นอย่างชัดเจน... ในช่วงเวลาที่คนเรามองไม่เห็นความดีของผู้อื่น... แต่กลับจับจ้องมองคนอื่น ๆ ว่ามีความผิดไปหมดด้วยใจอคติ สิ่งนี้มีผลให้เราปฏิบัติต่อคนนั้นอย่างที่เราคิดต่อเขา... ถ้าเราปฏิบัติตัวต่อเขาอย่างไร สิ่งที่ได้รับก็จะเป็นไปเช่นนั้น... * อย่ากล่าวโทษคนอื่นว่า... ทำไม ? ...ไม่มีใครรักคุณ ถ้าตัวคุณเองไม่เคยคิดจะรักใคร * อย่ากล่าวโทษคนอื่นว่า... ทำไม ?...ไม่มีใครแบ่งปันน้ำใจให้กับคุณ ถ้าตัวคุณเองไม่เคยคิดจะแบ่งปันน้ำใจให้กับใคร ๆ เลย * อย่ากล่าวโทษคนอื่นว่า... ทำไม ?...ไม่มีใครยิ้มให้คุณ ถ้าตัวคุณเองไม่เคยคิดที่จะยิ้มให้ใคร... *****************************************************
บทความจาก_หนังสือ Return ย้อนสอนชีวิต สันทัด ขุนหมุด
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ:D
[SIZE="3"]ชอบทุกเรื่องเลยค่ะ
เรื่องจริงทั้งนั้น
เคยอ่านเรื่อเต็มหรือยัง ชอบเหมือนกันค่ะ:)
ขอบคุงค่า
ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดี ๆ คะ
ขอบคุณค่ะลุง....
ชอบเรื่องแรก อ่านแล้ว อยากบอกว่า "หนูรักแม่ค่ะ"
บทความดีมากๆเลยค่ะ
ได้ข้อคิดเยอะมากๆ ><
ขอบคุณที่เอา บทความดีๆมาแบ่งปันนะคะ :D