ประตูบ้านที่ไม่เคยล๊อก...
โดย hut2211
hut2211
#1

ประตูบ้านที่ไม่เคยล๊อก.......จากพระวิทยากร




เรื่องนี้เป็นเรื่องของหญิงสาววัยรุ่นที่ทะเลาะกับแม่ อย่างรุนแรง
ทำให้เธอตัดสินใจหนีออกจากบ้าน เป็นการตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
แต่ก็มากล้นด้วยทิฐิ ความหิวทำให้เธอ ตัดสินใจใช้ชีวิตด้วยการเป็นโสเภณี
ขายตัว และนอนตามข้างถนน ยึดอาชีพนี้เรื่อยมา
จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากปีเป็นหลาย ๆ ปี

จากเด็กหญิงกลายเป็นหญิงสาว แล้ววัยของเธอก็ร่วงโรยลงไปตามกาลเวลา
เช่นกับแม่ที่เมื่อพ่อตายไปด้วยโรคชรา แม่ซึ่งอยู่ในวัยชรามาก
แม่ตัดสินใจออกเดินทางตามหาลูกสาว
รู้ข่าวว่าลูกสาวอยู่ที่ไหนแม่ก็ตามไปถึงที่นั่น แต่ก็คลาดกันทุกครั้ง
จนแม่เริ่มท้อ แม่จึงเดินเข้าไปในศูนย์ช่วยเหลือเร่งด่วนเพื่อขอความช่วยเหลือ

แม่บอกกับเจ้าหน้าที่ว่า ขอฉันขอติดประกาศตามหาคนได้หรือไม่
เจ้าหน้าที่อนุญาต แม่จึงใช้รูปของเธอซึ่งถึงวันนี้แก่มากแล้วติดประกาศ
พร้อมเขียนใต้รูปว่า กลับบ้านเถอะลูก แม่ให้อภัยแล้ว

หลังหญิงชราพ้นไป ลูกสาวก็เข้ามาในศูนย์นั้น
ทั้งสองคนคลาดกันด้วยเส้นยาแดง หญิงสาวเห็นรูปที่ติดประกาศ
จึงเดินเข้าไปดูด้วยความรู้สึกคุ้นเคย และยิ่งเธอเพ่งพิศดูรูปนั้นทำให้เธอมั่นใจว่า


นั่นคือ " แม่ " หญิงสาวจึงนึกขึ้นได้ว่า ความเลวร้ายทุกสิ่งทุกอย่างแม่ให้อภัยหมดแล้ว
เธอต่างหากที่ถือทิฐิอยู่ คิดเช่นนั้นเธอจึงตัดสินใจกลับบ้าน


เมื่อมาถึงบ้านก็เป็นเวลาดึกมากแล้ว ความลังเลก็เกิดขึ้น
ว่าจะเคาะประตูดีหรือไม่ ป่านนี้แม่คงนอนหลับแล้ว
แต่ที่สุดเธอก็ตัดสินใจเคาะประตู ปรากฎว่าประตูนั้นไม่ได้ล็อค
มันค่อย ๆ แง้มเปิดออก ถึงตอนนั้น หญิงสาวรีบวิ่งขึ้นไปที่ห้องนอนแม่
เพราะเกรงว่าดึกดื่นบ้านไม่ได้ล็อค แม่จะเป็นอันตรายจากโจรผู้ร้ายหรือเปล่า
แต่เมื่อเข้าไปถึงก็ปรากฎว่าแม่ยังหลับสบายดี

ความสงสัยของเธอได้รับคำตอบว่า ตั้งแต่วันที่ลูกออกจากบ้านไป
ประตูบ้านก็ไม่เคยปิดล็อคเลย
ทำนบน้ำตาของเธอที่กั้นไว้นาน ก็ถึงกาลร่วงพลู

------------------คู่มือพระวิทยากร



ขอบคุณบทความจากธรรมะเดลิเวอร์รี่


hut2211
#2

เต็มหรือยัง?




ชายหนุ่มคนหนึ่งได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่ในสำนักบนเขาเป็นเวลาหลายปี เช้าวันหนึ่ง เขาได้เข้าไปหาอาจารย์ในห้องแล้วกล่าวว่า

"อาจารย์ครับ ผมมาศึกษาอยู่ที่นี่ก็นานแล้ว วิชาต่างๆ ผมก็ได้เรียนรู้จนครบถ้วนหมดแล้ว ผมคิดว่าผมน่าจะสามารถลงเขาไปได้แล้วกระมังครับ"

"อะไรที่เจ้าเรียกว่าครบถ้วนหมดแล้ว?" อาจารย์ถาม

"ก็คือเต็มแล้ว ใส่อะไรไม่ลงอีกแล้วครับ"

"ถ้าเช่นนั้น ช่วยเอาชามใบนี้ไปใส่ก้อนหินมาให้อาจารย์สักชามสิ"

ลูกศิษย์ทำตามที่อาจารย์สั่ง "เต็มแล้วหรือยัง?" อาจารย์ถาม

"เต็มแล้วครับ"

อาจารย์หยิบทราบขึ้นมาหนึ่งกำใส่ลงไปในชาม แต่ทรายไม่ล้นออกมา

"เต็มหรือยัง?" อาจารย์ถามต่อ
"เต็มแล้วครับ"

อาจารย์จึงได้หยิบขี้เถ้าขึ้นมาอีกหนึ่งกำ แล้วโรยใส่ลงไปในชาม แต่ขี้เถ้าก็ยังไม่ล้นออกมา
"เต็มหรือยัง?" อาจารย์ถามอีก
"เต็มแล้วครับ"

คราวนี้อาจารย์เทน้ำลงไปชามอีกหนึ่งถ้วย แต่น้ำก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะล้นออกมา
"เต็มหรือยัง?"
"................."

ขวดที่ใส่น้ำจนเต็มไม่อาจเขย่าให้มีเสียงได้ฉันใดผู้ที่ทะนงในความรู้ของตน
ว่ามีเพียงพอแล้วก็ไม่อาจใช้ความรู้ที่มีอยู่ให้บังเกิดคุณประโยชน์สูงสุดได้ฉันนั้น




ขอบคุณบทความจากทำดีดอทเน็ต(จั่นเจา)



hut2211
#3

อุปสรรคที่บดบังสายตา...




"เพราะมัวแต่จับจ้องความผิดเล็กน้อยของคนอื่นอย่างมีอคติ
จึงทำให้มองไม่เห็นสิ่งผิดปกติในชีวิตของตัวเองที่ควรจะต้องแก้ไขโดยด่วน..."

สาเหตุซึ่งเป็นตัวถ่วงความเจริญก้าวหน้าให้กับชีวิตของตัวเอง

คือการใช้เวลาที่มีหมดไปกับการนั่งจับผิดสิ่งรอบ ๆ ตัว

รวมถึงบุคคลอื่น ๆ ด้วยจิตใจที่ชิงชัง ลำเอียง และมีอคติที่ไม่ถูกต้องนัก

หากแต่ความจริง ความผิดไม่ได้เกิดมาจากการนั่งจับผิด

แต่เกิดขึ้นจากการมองด้วยจิตใจที่มีอคติ...

ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีใจอคติกับใครสักคนหนึ่งแล้วละก็...

ความดีมากมายที่เขามีก็หายไปจนหมดไม่มีเหลือ

คงเหลือแต่ความไม่ดีเพียงเล็กน้อย...

ที่จะนำมาขยายจนกลายเป็นสิ่งไม่ดีที่เลวร้ายขนาดใหญ่

และที่แย่ไปกว่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้เรามองข้ามสิ่งที่ควรต้องแก้ไข

ซึ่งอยู่ภายในตัวของเรานั่นเอง ซึ่งนั่นถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะมองข้ามเลยไป...

จิตใจลำเอียง คือ...จิตใจที่มีน้ำหนักไม่เท่ากัน ชอบเข้าข้างตนเอง

และคิดว่าตนทำถูก...ทั้ง ๆ ที่ตนทำผิด...

จิตใจที่มีอคติ คือ...จิตใจที่มองไม่เห็นความดีมากมายของคนอื่น

แต่กลับสังเกตเห็นสิ่งไม่ดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ของคนอื่นอย่างชัดเจน...

ในช่วงเวลาที่คนเรามองไม่เห็นความดีของผู้อื่น...

แต่กลับจับจ้องมองคนอื่น ๆ ว่ามีความผิดไปหมดด้วยใจอคติ

สิ่งนี้มีผลให้เราปฏิบัติต่อคนนั้นอย่างที่เราคิดต่อเขา...

ถ้าเราปฏิบัติตัวต่อเขาอย่างไร สิ่งที่ได้รับก็จะเป็นไปเช่นนั้น...

* อย่ากล่าวโทษคนอื่นว่า...

ทำไม ? ...ไม่มีใครรักคุณ

ถ้าตัวคุณเองไม่เคยคิดจะรักใคร

* อย่ากล่าวโทษคนอื่นว่า...

ทำไม ?...ไม่มีใครแบ่งปันน้ำใจให้กับคุณ

ถ้าตัวคุณเองไม่เคยคิดจะแบ่งปันน้ำใจให้กับใคร ๆ เลย

* อย่ากล่าวโทษคนอื่นว่า...

ทำไม ?...ไม่มีใครยิ้มให้คุณ

ถ้าตัวคุณเองไม่เคยคิดที่จะยิ้มให้ใคร...


*****************************************************
บทความจาก_หนังสือ Return ย้อนสอนชีวิต สันทัด ขุนหมุด
dek_aus
#4
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ:D
silly-billy
#5
[SIZE="3"]ชอบทุกเรื่องเลยค่ะ
เรื่องจริงทั้งนั้น
เมจิ
#6
เคยอ่านเรื่อเต็มหรือยัง ชอบเหมือนกันค่ะ:)

ขอบคุงค่า
SUGARRINE
#7
ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดี ๆ คะ
noo_pizza
#8
ขอบคุณค่ะลุง....

ชอบเรื่องแรก อ่านแล้ว อยากบอกว่า "หนูรักแม่ค่ะ"
latoonce
#9
บทความดีมากๆเลยค่ะ

ได้ข้อคิดเยอะมากๆ ><

ขอบคุณที่เอา บทความดีๆมาแบ่งปันนะคะ :D
ดูกระทู้ทั้งหมดในชุมชน จาก  Downtown ดูกระทู้ในหมวด ดูกระทู้ในหมวดย่อย
กระทู้แนะนำจากการคัดเลือกอัตโนมัติ
1
2
3