Originally Posted by iDnOuSe4
ครับ:D
ขอบคุณที่เข้ามาพูดคุย แสดงความรู้สึกนะครับ
ส่วนของผมดูแล้วรู้สึกว่า
ใน Social Network ในปัจจุปันนี้ สามารถกระจายสารได้เร็วมาก
ยิ่งตอนนี้ อยากจะเขียนอะไรลงไป ก็สามารถทำได้สะดวก รวดเร็วมาก
เร็วจนหลงลืมไปว่าข้อความนั้นจะไปทำร้ายใครรึปล่าว
หากคิดไม่ทัน และไม่คิดรับผิดชอบต่อข้อความนั้น คนที่เข้ามาอ่านก็จะรับสารไป โดยไม่มีข้อมูลเพื่อพิจารณาอย่างอื่นได้ จนตีความสารนั้น และรู้สึกต่อคนที่ถูกกล่าวหาในข้อความนั้นไปแล้ว และหากคนที่รับสารนั้น เผยแพร่ต่อ จะมีคนที่รู้สึกต่อคนที่ถูกกล่าวหานั้นมากขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว
ถึงแม้คนที่เขียนข้อความนั้น รู้สึกผิด และอยากรับผิดชอบ จะตามลบ ตามแก้ ก็ไม่ทันแล้ว
ดังนั้น ผมจึงรู้สึกว่า การสื่อสารข้อความในอินเตอร์เน็ต ทุกตัวอักษรมันสำคัญมากๆ ดังตัวอย่างในหนังเรื่องนี้ก็บอกไปแล้ว หน่ะครับ;)
ขอบคุณคุณจขกทสำหรับประเด็นที่น่าสนใจค่ะ
แต่ขอแชร์คหส่วนตัวที่เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้จะดูลึกซึ้งมากกว่านี้เยอะเลย หากไม่ได้เน้นแค่ ประเด็น social network
เพราะ social network เป็น "เพียงปัจจัยหนึ่ง" ในการสื่อสาร
แต่นามธรรมที่ซ่อนอยู่ในเรื่องราวนี้ คือ นิสัยของมนุษย์ ที่วันๆคิดแต่จะเปรียบเทียบ และตัดสิน อย่างเต็มไปด้วยอคติ ต่างหาก
ดังนั้นหากเรา สรุปแค่ประเด็น social network จะทำให้เราไม่เห็นว่าอะไรคือแรงขับที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมนั้น
ยกตัวอย่างเช่น ทุกครั้งที่มีคนทำให้คุณโกรธ คุณจะโกรธมากจนต่อยคนคนนั้น แต่เมื่อวันนึงอุปกรณ์ที่เรียกว่า"ปืน"ถือกำเนิดขึ้นบนโลก ทุกครั้งที่คุณโกรธ คุณก็จะเอาปืนยิงคนคนนั้นให้ตายเสีย
ต่อมา คนก็จะมาพยายามพูดกันถึงความร้ายแรง ความน่ากลัวของปืน
โดยที่ไม่มีใครพยายามพูดถึงต้นเหตุ ซึ่งก็คือผู้ใช้ปืน หรืออีกนัย "มนุษย์" นั่นเอง
สิ่งประดิษฐก็คือสิ่งประดิษฐ์ มันจะไม่เกิดคุณ หรือ โทษ หากมันไม่ได้ถูกใช้โดยมนุษย์
ดังนั้น ต่อให้มีสิ่งประดิษฐ์ที่ดีหรือชั่วขึ้นมาในโลก หากผู้ใช้มีจิตใจฝักใฝ่อยากให้ผู้อื่น ตกต่ำ และไม่รับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ไม่ว่าสิ่งประดิษฐ์นั้นจะถูกสร้างออกมาเลิศเลอหรือสมบูรณ์แค่ไหน ก็ย่อมก่อให้เกิดผลเสียในวงกว้างได้พอๆกับความดำมืดของจิตใจของผู้ใช้
ส่วนหนังเรื่องนี้ ก็ถือได้แค่ว่าเป็นอีกเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงความผิดซ้ำๆของมนุษย์
เพราะการเปรียบเทียบ แบ่งแยก ตัดสิน อย่างเต็มไปด้วยอคติ เป็นสิ่งที่ล้วนเป็นปัญหาและสร้างความทุกข์ให้มนุษย์มานมนานตั้งแต่อดีตกาลที่เคยบันทึกไว้มาจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เปลี่ยน ดังนั้นหากวันนี้จะเกิดความผิดซ้ำซาก ไม่ว่าจะผ่าน โทรศัพท์ จดหมาย อินเตอเน็ต สื่อต่างๆ หรือปากต่อปาก หรืออะไรก็ตามที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น ก็จะถูกนำมาใช้เพื่อจุดประสงค์เดิมๆ หากผู้ใช้นั้น ยังเป็น "มุนษย์"
ที่ต้องออกมาชี้แจงเพิ่มเติม เพราะเห็นว่า การที่เราสรุปอะไรจากปลายเหตุจะทำให้เราไม่เห็นต้นเหตุของปัญหา
"เพราะหากเราดูแค่รูปแบบการเกิดขึ้นเราจะไม่รู้ถึงนามธรรมที่ซ่อนอยู่"
เพราะวันนี้มี social network ให้พวกเราได้กล่าวโทษ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็มี future network
super network etc. ออกมาให้เราได้กล่าวโทษอีก ทั้งที่ผู้ใช้ก็ยังเป็นคนเดิม เปลี่ยนเครื่องมือไปอีกร้อยอย่าง ปัญหาเดิมจากคนใช้คนเดิมมันก็ย่อมยังอยู่ ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนแปลงหรือเรียนรู้ ว่าอะไรคือต้นเหตุแห่งความผิดซ้ำซาก
ขอทิ้งไว้ประมาณนี้ค่ะ อยากจะร่วมแชร์ความเห็น คิดเห็นอย่างไร พูดคุยกันได้ค่ะ